วิเคราะห์วิกฤตห่วงโซ่อุปทานยานยนต์: ราคาเหล็กพุ่งและกำแพงภาษีบีบกำไรผู้ผลิต OEM
เมื่อมองไปที่อุตสาหกรรมยานยนต์ในระดับสากล ค่ายรถยนต์ระดับโลก กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ ที่เกิดจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบหลัก กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์อนาคต กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้น ถ้าลองนึกภาพการทำโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ความผันผวนของราคาอลูมิเนียม กลายเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดทางธุรกิจ
ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ กำลังถูกบีบจากทุกทิศทาง การบริหารต้นทุน ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี การหันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้า บังคับให้บริษัทต้องจัดหาแร่ธาตุ ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้ล้วนมีความผันผวนด้านราคาสูง
ค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่พยายามลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานโลก ด้วยความหวังที่จะลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ต่างแดน แต่ความเป็นจริงกลับพิสูจน์ว่านี่คือการแลกปัญหาหนึ่งกับอีกปัญหาหนึ่ง อุปทานที่ตึงตัวในภูมิภาคส่งผลให้ราคาสูงกว่าตลาดโลก
การพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบเฉพาะจุด ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายภายใน เหมือนกับที่นักวิเคราะห์กล่าวว่า "แทนที่จะกลัวคลื่นในมหาสมุทร กลับต้องมากลัวน้ำในบ่อแทน"
ตลาดเหล็กในสหรัฐอเมริกาปัจจุบัน ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาษีนำเข้าตามมาตรา 232 ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ในอเมริกาต้องแบกรับต้นทุนที่แพงกว่าคู่แข่งข้ามชาติ
ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อย่าง Nucor คาดการณ์ว่ายอดการส่งมอบจะเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากการขยายฐานการผลิตของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ การขยายสายการผลิตรถกระบะและรถเอสยูวี ซึ่งต้องใช้เหล็กและอลูมิเนียมปริมาณมหาศาล
การรักษากำไรสุทธิของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ ไม่ได้วัดกันที่จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ แต่อยู่ที่ความแม่นยำในการคุมต้นทุนวัตถุดิบ ผู้นำที่กล้าปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจัดซื้อ ย่อมเป็นผู้ที่อยู่รอดท่ามกลางพายุแห่งความผันผวนนี้
ท้ายที่สุดนี้ การเข้าใจถึงกลไกของราคาเหล็กและแร่ธาตุ คือทางรอดเดียวในยุคที่ทุกอย่างรอบตัวมีความไม่แน่นอนสูง